รวมข้อสอบ แบบฝึกหัด ใบงาน ตั้งแต่ อนุบาล ประถม มัธยม มากที่สุด มากกว่า 1,000 ข้อ
วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557
เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - แนวข้อสอบวิชา สังคมศึกษา - ชุดที่ 2
เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - แนวข้อสอบวิชา สังคมศึกษา - ชุดที่ 2
เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - แนวข้อสอบวิชา สังคมศึกษา - ชุดที่ 1
เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - แนวข้อสอบวิชา สังคมศึกษา - ชุดที่ 1
เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - เนื้อหาวิชา สังคมศึกษา - สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์
เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - เนื้อหาวิชา สังคมศึกษา - สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์
Download - เนื้อหา
Download - เนื้อหา
สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์
ลักษณะทางกายภาพ
ลักษณะภูมิประเทศ
1) ภาคเหนือ
ลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือ เกิดจากการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกอย่างรุนแรงหลายครั้งทำให้เกิดหินคดโค้งโก่งตัวขึ้น เกิดเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป
- เทือกเขาที่สำคัญในภาคเหนือ ได้แก่
o เทือกเขาแดนลาว
o เทือกเขาถนนธงชัย
o เทือกเขาผีปันน้ำ
o เทือกเขากลวงพระบาง
- แม่น้ำสายสำคัญในภาคเหนือ ได้แก่
o แม่น้ำกก
o แม่น้ำปิง
o แม่น้ำวัง
o แม่น้ำยม
o แม่น้ำน่าน
2) ภาคกลาง
ลักษณะภูมิประเทศของภาคกลาง เกิดจากการทรุดตัวของเปลือกโลก ทำให้มีลักษณะเป็นแอ่งแผ่นดิน ทำให้เกิดที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ
เทือกเขาที่สำคัญในภาคกลาง ได้แก่ เทือกเขาเพชรบูรณ์
- แม่น้ำสายสำคัญในภาคกลาง มีดังนี้
o แม่น้ำเจ้าพระยา
o แม่น้ำสะแกกรัง
o แม่น้ำป่าสัก
o แม่น้ำท่าจีน
3) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นแผ่นดินที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง เรียกว่า “ที่ราบสูงโคราช” มีความสูงเฉลี่ย ระหว่าง 150 – 250 เมตร
- เทือกเขาตอนในของภาคที่สำคัญ ได้แก่
o เทือกเขาภูพาน
o เทือกเขาดงพญาเย็น
o เทือกเขาพนมดงรัก
- แม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่
o แม่น้ำโขง
o แม่น้ำชี
o แม่น้ำมูล
4) ภาคตะวันออก
ลักษณะภูมิประเทศของภาคตะวันออกสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ เทือกเขา ที่ราบลุ่มแม่น้ำ และชายฝั่งทะเล
- เทือกเขาที่สำคัญ ได้แก่
o เทือกเขาจันทบุรี
o เทือกเขาบรรทัด
- แม่น้ำที่สำคัญได้แก่
o แม่น้ำบางปะกง (แม่น้ำปราจีนบุรี หรือแม่น้ำแปดริ้ว)
5) ภาคตะวันตก
ลักษณะภูมิประเทศของภาคตะวันตก คล้ายคลึงกับภาคตะวันออก สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ เทือกเขา ที่ราบลุ่มแม่น้ำ และชายฝั่งทะเล
- เทือกเขาที่สำคัญ ได้แก่
o เทือกเขาถนนธงชัยกลาง
o เทือกเขาตะนาวศรี
- แม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่
o แม่น้ำแม่กลอง
o แม่น้ำเพชรบุรี
o แม่น้ำแควใหญ่
o แม่น้ำแควน้อย
6) ภาคใต้
ลักษณะภูมิประเทศของภาคใต้ สามารถแบ่งออกได้ 3 ลักษณะ ได้แก่ เทือกเขา ที่ราบลุ่มแม่น้ำ และชายฝั่งทะเล
- เทือกเขาที่สำคัญ ดังนี้
o เทือกเขาสันกาลาคีรี
o เทือกเขาตะนาวศรี
o เทือกเขาภูเก็ต
o เทือกเขานครศรีธรรมราช
- แม่น้ำที่สำคัญ ได้แก่
o แม่น้ำปากพนัง
o แม่น้ำตาปี
o แม่น้ำปัตตานี
เครื่องมือทางภูมิศาสตร์
แผนที่
แผนที่ หมายถึง แผนภาพที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อแสดงถึงสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่บนพื้นโลก ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยการใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมาย และสี แทนสิ่งต่าง ๆ
องค์ประกอบของแผ่นที่
1) ชื่อแผนที่ แสดงถึงประเภทของแผนที่ เพื่อนำไปใช้งานได้อย่างถูกต้อง
2) มาตราส่วน เป็นการระบุว่า แผนที่ย่อมาจากขนาดจริงเท่าใด เพื่อสะดวกในการคำนวณระยะจริง
3) สัญลักษณ์ หมายถึง เครื่องหมายที่ใช้แทนสัญลักษณ์ภูมิประเทศ เช่น
4) สีใช้แสดงลักษณะภูมิประเทศ มี 4 สี ได้แก่
- สีน้ำตาล ใช้แทน ลักษณะสูงต่ำของภูมิประเทศ
- สีดำหรือแดง ใช้แทน สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
- สีเขียว ใช้แทน พืชพรรณ ป่าไม้
- สีน้ำเงิน ใช้แทน แหล่งน้ำ
5) ทิศทาง โดยการทำเครื่องหมาย และมีการเขียนตัว น. หรือ N (มาจาก North) หมายถึงทิศเหนือ ดังนี้
6) พิกัดภูมิศาสตร์ เป็นเส้นต่าง ๆ บนแผนที่ เพื่อให้หาที่ตั้งของสถานที่ต่าง ๆ บนแผนที่ได้ง่าย โดยมีเส้นต่าง ๆ ดังนี้
6.1) เส้นละติจูด เป็นเส้นสมมติที่ลากจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก
6.2) เส้นลองติจูด เป็นเส้นสมติที่ลากจากทิศเหนือไปทิศใต้
แผนผัง
แผนผัง หมายถึง แผนภาพที่แสดงตำแหน่ง หรือที่ตั้งของสถานีหรือสิ่งของ เช่น แผนผังสวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ โรงเรียน ชุมชน สวนสนุก หมู่บ้าน เป็นต้น การเขียนแผนผังมีลักษณะคล้ายคลึงกับการเขียนแผนที่ แต่ส่วนใหญ่ใช้ในสถานที่ที่มีขนาดเล็ก
เครื่องมือทางภูมิศาสตร์อื่น ๆ
1) ลูกโบก มีลักษณะเป็นทรงกลมคล้ายโลกของเรา โดยมีแกนเอียง 23.5 องศาเหมือนกับแกนโลก ลูกโลกจะแสดงรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับโลก
2) เข็มทิศ เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับหาทิศทางโดยเข็มทิศจะชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ
3) เทอร์มอมิเตอร์ เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดอุณหภูมิ เพื่อบันทึกเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ในช่วงเวลานั้น ๆ
4) เครื่องมือวัดทิศทางลม บนเครื่องมือมีหน้าปัดแบ่งทิศออกเป็น 360 องศา โดยมีจุดเริ่มต้นเป็นทิศเหนือ แล้วนับหมุนตามเข็มนาฬิกาไปทางขวา ซึ่งเมื่อลมพัน เครื่องมือนี้จะหมุน ทำให้เราทราบทิศทางลมได้ว่า ลมพัดมาจากไหน ไปทางไหน โดยสังเกตุแนวศรลมกับแท่งโลหะชี้ทิศ
สิงแวดล้อมทางธรรมชาติ และการรักษาสิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา สามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ ได้แก่
1) สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ แร่ธาตุ สัตว์ป่า ดิน น้ำ เป็นต้น สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาตินั้น ล้วนมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตประจำวันของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก ทั้งคน สัตว์ และพืช
- สิ่งแวดล้อมที่มีชีวิต เช่น คน สัตว์ พืช
- สิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต เช่น น้ำ ดิน หิน ทราย อากาศ
2) สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น สามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ ได้แก่
- สิ่งแวดล้อมทางวัตถุ หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น สามารถมองเห็นและจับต้องได้ เช่น รถยนต์ โทรศัพท์ วิทยุ บ้าน ถนน สะพาน เครื่องใช้ หนังสือ คอมพิวเตอร์ รถไฟ เป็นต้น
- สิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่วัตถุ หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่สามารถมองเห็น หรือจับต้องได้ แต่แสดงออกมาในด้านการกระทำ เช่น ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา เป็นต้น
การอนุรักษ์น้ำ
1) ไม่เปิดน้ำทิ้งไว้โดยไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์
2) ไม่ทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลอง เพื่ออนุรักษ์แหล่งน้ำไม่ให้เน่าเสีย
3) นำน้ำที่ใช้แล้วมาใช้อีกครั้ง
4) เมื่อแปรงฟัน ควรใช้แก้วรองน้ำ
5) ไม่อาบน้ำโดยใช้ขันตัก ให้ใช้ฟักบัวแทน เพื่อเป็นการประหยัดน้ำ
6) ล้างรถยนต์โดยการนำน้ำใส่ถังแล้วค่อย ๆ ล้าง แทนการใช้สายยาง
7) ช่วยกันปลูกป่า เพราะป่าเป็นต้นกำเนิดของน้ำ อีกทั้งยังทำให้เกิดความชุ่มชื้น ซึ่งทำให้มีฝนตก
8) ทำความสะอาดแหล่งน้ำ โดยการช่วยกันเก็บสิ่งสกปรกขึ้นจากแม่น้ำ ลำคลอง และขุดลอกคูคลองเพื่อไม่ให้ตื้นเขิน หรือมีตะกอนสกปรก
9) สร้างที่กักเก็บน้ำ เพื่อเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาในฤดูฝน ไว้ใช้ในฤดูแล้ง เช่น อ่างเก็บน้ำ บึง บ่อน้ำ เป็นต้น
10) โรงงานอุตสาหกรรม ควรบำบัดน้ำเสียก่อนทิ้งลงในแม่น้ำลำคลอง หรือทะเล เพื่อไม่ให้แหล่งน้ำธรรมชาติต้องเน่าเสีย
ทรัพยากรดิน
ดินมีประโยชน์ต่อมนุษย์หลายอย่าง เช่น ใช้สร้างที่อยู่อาศัย ใช้เพาะปลูกพืช ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์และสัตว์
การอนุรักษ์ดิน
1) ใช้ปุ๋ยธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยชีวภาพ ในการบำรุงพืช แทนการใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อป้องกันไม่ให้ดินเสื่อมสภาพ
2) ปลูกพืชเป็นแนวกั้นน้ำ การทำดินเป็นขั้นบันได หรือทำทางน้ำไหล เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำชะล้างหน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ไป
3) หลีกเลี่ยงการปลูกพืชชนิดเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันไม่ให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์
4) ปลูกพืชแบบวนเกษตร คือ การปลูกพืชขนาดใหญ่ พืชขนาดเล็ก ประกอบกับการเลี้ยงสัตว์ไปพร้อม ๆ กัน
ทรัพยากรป่าไม้
ป่าไม้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศของดลกอย่างมาก ประโยชน์ที่สำคัญของป่าไม้ คือ การรักษาสมดุลทางธรรมชาติของโลกมนุษย์ คือ ทำให้เกิดฝน เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร เป็นแหล่งฟอกอากาศ และที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า
การอนุรักษ์ป่าไม้
1) ไม่บุกรุกตัดไม้ทำลายป่า เพื่อนำพื้นที่ป่าไม้มาใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เพราะเป็นประโยชน์ที่ไม่คุ้มค่ากับการสูญเสีย
2) ช่วยกันปลูกป่าทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลายไป
3) ออกกฎหมายคุ้มครองและควบคุมไม่ให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า
4) ใช้วัสดุชนิดอื่นแทนการใช้ไม้จากธรรมชาติ เช่น พลาสติก ปูนซีเมนต์ หรือไม้ที่หาได้ง่าย เช่น ไม้ตาล ไม้ไผ่ ไม้ยางพารา
5) ช่วยกันป้องกันไฟป่า โดยไม่จุดไฟ หรือก่อกองไฟในป่า หรือจัดชุดป้องกันไฟป่า
ทรัพยากรสัตว์ป่า
สัตว์ป่า มีส่วนสำคัญต่อระบบนิเวศของโลก ช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติ
การอนุรักษ์สัตว์ป่า
1) ไม่บุกรุกที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า
2) ไม่ล่าสัตว์ป่าทุกชนิด ทั้งเพื่อมาเป็นอาหาร นำมาทำเครื่องประดับ หรือนำหนังมาเป็นเครื่องนุ่งห่ม
3) ไม่สนับสนุนการค้าสัตว์ป่า หรือชิ้นส่วนของสัตว์ป่า เช่น งาช้าง เขาสัตว์ หนังสัตว์ เป็นต้น
เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - เนื้อหาวิชา สังคมศึกษา - สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์
เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - เนื้อหาวิชา สังคมศึกษา - สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์
Download - เนื้อหา
Download - เนื้อหา
Download - เนื้อหา
สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์
เวลา
การนับเวลาตามแบบสุริยคติ
การนับเวลาตาแบบสุริยคติ หมายถึง การใช้ดวงอาทิตย์เป็นเกณฑ์ในการนับเวลา ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศส่วนใหญ่ใช้การนับเวลาตามแบบสุริยคติเป็นมาตรฐานในการนับเวลา
การนับเวลาตามแบบสุริยคติ มีวิธีการดังต่อไปนี้
- การนับวัน
การนับวันตามแบบสุริยคติ เป็น 1 วัน แบ่งออกเป็น 24 ชั่วโมง ตามเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ ซึ่งแบ่งเป็นกลางวันและกลางคืน เริ่มตั้งแต่เวลา 01.00 นาฬิกา จนถึง 24.00 นาฬิกา
- การนับสัปดาห์
1 สัปดาห์ มีทั้งหมด 7 วัน ได้แก่ วันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันเสาร์
- การนับเดือน
การนับเวลาตามแบบสุริยคติภายใน 1 ปี มีทั้งหมด 365 - 366 วัน และแบ่งเดือนออกเป็น 12 เดือน ตามระยะเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ เดือนตามแบบสุริยคติ มีดังนี้
o เดือนมกราคม มี 31 วัน
o เดือนกุมภาพันธ์ มี 28 หรือ 29 วัน ในปีที่มี 29 วัน เรียกว่า “ปีอธิกสุรทิน”
o เดือนมีนาคา มี 31 วัน
o เดือนเมษายน มี 30 วัน
o เดือนพฤษภาคม มี 31 วัน
o เดือนมิถุนายน มี 30 วัน
o เดือนกรกฎาคม มี 31 วัน
o เดือนสิงหาคม มี 31 วัน
o เดือนกันยายน มี 30 วัน
o เดือนตุลาคม มี 31 วัน
o เดือนพฤศจิกายน มี 30 วัน
o เดือนธันวาคม มี 31 วัน
การนับเวลาตามแบบจันทรคติ
การนับเวลาตามแบบจันทรคติ หมายถึง การใช้ดวงจันทร์เป็นเกณฑ์ในการนับเวลาซึ่งเป็นการนับเวลาตามแบบไทยโบราณ
การนับวัน
การนับวันภายใน 1 เดือน แบ่งเป็น ข้างขึ้น แบบจันทรคติ ใช้เกณฑ์ระยะเวลาที่ดวงจันทร์ โคจรรอบโลกประมาณ 29.5 วัน ดังนั้น 1 เดือน จึงมีทั้งหมด 30 วัน เท่ากับ แบบสุริยคติ แต่แบบจันทรคติแบ่งเป็นข้างขึ้นและข้างแรม ข้างละ 15 วัน ซึ่งสังเกตได้จากลักษณะของดวงจันทร์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน โดยเริ่มจากวันดวงจันทร์เต็มดวง เรียกว่า “วันเพ็ญ” แล้วค่อย ๆ หายไปทีละนิดจนกระทั่งมิดทั้งดวง จากนั้นก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นมาทีละนิด จนเต็มดวงอีกครั้ง เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ไปเรื่อย ๆ จนถึง 15 ค่ำ และข้างแรมเริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เรื่อยไปจนถึง 15 ค่ำในบางเดือนอาจมี 29 หรือ 30 วัน ซึ่งวันแรมจะหายไป 1 วัน เหลือเพียง 14 ค่ำ
การนับเดือน
ใน 1 ปี แบ่งออกเป็น 12 เดือน มีวันทั้งหมด 354 วัน เริ่มเดือนที่ 1 หรือเดือนอ้าย ประมาณกลางเดือนธันวาคา และในทุก ๆ 4 ปี จะมีเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 13 เดือน มีเดือน 8 สองหน เรียกว่า “ปีอธิกมาส” การนับแบบจันทรคติแบ่งเป็น 12 เดือน ดังนี้
o เดือนที่ 1 เรียกว่า เดือนอ้าย
o เดือนที่ 2 เรียกว่า เดือนยี่
o เดือนที่ 3 เรียกว่า เดือน 3
o เดือนที่ 4 เรียกว่า เดือน 4
o เดือนที่ 5 เรียกว่า เดือน 5
o เดือนที่ 6 เรียนว่า เดือน 6
o เดือนที่ 7 เรียกว่า เดือน 7
o เดือนที่ 8 เรียกว่า เดือน 8
o เดือนที่ 9 เรียกว่า เดือน 9
o เดือนที่ 10 เรียกว่า เดือน 10
o เดือนที่ 11 เรียกว่า เดือน 11
o เดือนที่ 12 เรียกว่า เดือน 12
การนับแบบปีนักษัตร
เป็นการนับปีแบบไทยโบราณ อันมีสัตว์ประจำปีเกิด มีทั้งหมด 12 ปี อันถือเป็น 1 รอบ ดังนี้
o ปีชวด สัตว์ประจำปีเกิด คือ หนู
o ปีฉลู สัตว์ประจำปีเกิด คือ วัว
o ปีขาล สัตว์ประจำปีเกิด คือ เสือ
o ปีเถาะ สัตว์ประจำปีเกิด คือ กระต่าย
o ปีมะโรง สัตว์ประจำปีเกิด คือ งูใหญ่
o ปีมะเส็ง สัตว์ประจำปีเกิด คือ งูเล็ก
o มีมะเมีย สัตว์ประจำปีเกิด คือ ม้า
o ปีมะแม สัตว์ประจำปีเกิด คือ แพะ
o มีวอก สัตว์ประจำปีเกิด คือ ลิง
o ปีระกา สัตว์ประจำปีเกิด คือ ไก่
o ปีจอ สัตว์ประจำปีเกิด คือ หมา หรือสุนัข
o ปีกุน สัตว์ประจำปีเกิด คือ สุกร หรือ หมู
การเมืองการปกครองสมัยรัตนโกสินทร์
1) สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
เริ่มตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานี ในปี พ.ศ. 2325 จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 โดยการปกครองในสมัยนี้ยังคงใช้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจสูงสุดในการปกครองราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียว เหมือนกับสมัยกรุงศรีอยุธยา
2) สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนกลาง
เริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เป็นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านโดยเฉพาะการปกครองที่มีปรับปรุงเปลี่ยนให้มีความเหมาะสมกับยุคสมัยมากขึ้น แต่ยังคงใช้การปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
3) สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนปลาย
เริ่มตั้งแต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงปัจจุบัน ในสมัยนี้เป็นช่วงเวลาที่การปกครองของไทยมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศมากขึ้น
Download - เนื้อหา
เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - เนื้อหาวิชา สังคมศึกษา - สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์
เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - เนื้อหาวิชา สังคมศึกษา - สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์
Download - เนื้อหา
Download - เนื้อหา
สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น
เศรษฐศาสตร์ หมายถึง วิชาที่ว่าด้วยการผลิต การจำหน่ายจ่ายแจก และการบริโภคใช้สอยสิ่งต่าง ๆ เศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำรงชีวิตประจำวันของทุกคน
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
ระบบเศรษฐกิจ หมายถึง รูปแบบและวิธีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คือ การผลิต การบริหาร และการบริโภค
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หมายถึง การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ให้สิทธิเสรีภาพในการผลิต การบริหาร และการบริโภคสินค้า และบริการได้ตามความต้องการ
ข้อดีของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
1) มีสินค้าและบริการในตลาดให้เลือกจำนวนมาก
2) ผู้บริโภคสามารถเลือกสินค้า อุปโภค และบริโภคได้ตรงตามความต้องการของตน
3) ผู้ผลิตที่ต้องการลดต้นทุนการผลิต ทำให้มีการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้น้อยลง
4) สินค้ามีคุณภาพดีขึ้น เพราะผู้ผลิตต้องการแข่งขันกันจำหน่ายสินค้า
5) มีสินค้าในตลาดจำนวนมาก เป็นประโยชน์ของผู้บริโภคที่สามารถเลือซื้อสินค้าในการบริโภคได้
ข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
1) เอกชนมีการมุ่งแสวงหาผลกำไรกันมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผู้บริโภค และระบบเศรษฐกิจ
2) การแข่งขันกันสูงในทางการตลาด ทำให้ผู้ที่มีเงินทุนมากกว่าได้เปรียบผู้ที่มีเงินทุนน้อยกว่า
3) อาจทำให้เกิดการผูกขาดทางการตลาดได้ ถ้าผู้ผลิตสินค้าประเภทเดียวกันรวมตัวกัน และอาจทำให้สินค้ามาราคาสูงขึ้นได้
4) ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างรายได้ของประชาชนภายในประเทศสูง เนื่องจากมีการแข่งขันกันสูง
5) อาจเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าได้ เช่น น้ำมันแพง เกิดจลาจล
เศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงพระราชทาน เพื่อเป็นแนวทางให้แก่ประชาชนได้รู้จักดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง รู้จักใช้จ่าย มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้
1) ใช้สิ่งที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
2) อยู่อย่างประหยัด อย่างพอดี
3) ลดความต้องการบริโภค อุปโภคในสิ่งที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะสินค้าจากต่างประเทศ
4) มีความอดทนในการประกอบอาชีพของตนให้มากขึ้น
5) ขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพของตน
6) ช่วยเหลือกันภายในชุมชน
7) นำทรัพยากรท้องถิ่นมาแปรรูปให้เกิดประโยชน์มากขึ้น
8) ผลิตอาหารเองภายในครัวเรือน เช่น ปลูกข้าว เลี้ยงปลา ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ปลูกผลไม้
ธนาคาร
ธนาคารเป็นสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่รับฝากเงินจากประชาชนทั่วไป ห้างร้าน หรือบริษัทเอกชน โดยให้ค่าตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเงินฝาก นอกจากนี้ยังให้บริการกู้ยืมเงินและเรื่อง อื่น ๆ ที่เกี่ยวกับเงินตรา
ธนาคารกลาง
ธนาคารกลาง คือ ธนาคารซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลเงินตราให้แก่รัฐบาล ธนาคารกลางของประเทศไทย คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2485 หน้าที่ของธนาคารกลาง มีดังนี้
1) ควบคุม ดูแล และกำกับการทำงานของสถาบันการเงินทุกแห่งในประเทศไทย ทั้งของรัฐและเอกชน
2) ดูแลด้านการเงินให้แก่รัฐบาล เช่น ผลิตเงินเหรียญกษาปณ์ พิมพ์ธนบัตร กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ เป็นต้น
3) กำหนดนโยบายทางการเงินให้แก่รัฐบาล
4) กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาล
5) เป็นตัวแทนรัฐในการจ่ายเงินให้แก่องค์กรของรัฐและรัฐวิสาหกิจ
6) รับฝากเงินไม่มีดอกเบี้ยองค์กรของรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ
7) เป็นตัวแทนในการกู้เงินและชำระหนี้ให้แก่รัฐบาล
8) ควบคุมและดูแลระบบการเงินของประเทศ
ธนาคารพาณิชย์
ธนาคารพาณิชย์ คือ สถาบันการเงินของเอกชนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน หน้าที่ของธนาคารพาณิชย์ มีดังนี้
1) รับฝากเงินออมของประชาชน ห้างร้าน บริษัท และบริษัทมหาชน โดยจ่ายค่าตอบแทนเป็นดอกเบี้ย
2) ให้บริการถอนเงินที่ลูกค้าของธนาคารนำมาฝาก
3) ให้บริการกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ย เพื่อนำไปจ่ายเป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ฝากเงิน
4) รับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
5) ให้บริการเกี่ยวกับการเงินในด้านต่าง ๆ เช่น จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น
ธนาคารรูปแบบพิเศษ
ธนาคารรูปแบบพิเศษ คือ ธนาคารที่จัดตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในประเทศไทย มีธนาคารรูปแบบพิเศษ 3 ธนาคาร ได้แก่
1) ธนาคารออมสิน จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนประหยัด และรู้จักการออม โดยการนำเงินมาฝากไว้กับธนาคาร ซึ่งปลอดภัย และได้ประโยชน์ตอบแทน
2) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของเกษตรซึ่งเป็นอาชีพของคนส่วนใหญ่ในประเทศไทย รวมถึงให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในด้านต่าง ๆ เช่น ให้ความรู้ด้านการเกษตรหาแหล่งจำหน่ายสินค้า เป็นต้น
3) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ที่ต้องการสร้างบ้าน หรือซื้อบ้าน
ภาษี
ภาษี หมายถึง เงินที่รัฐเรียกเก็บจากประชาชนที่มีรายได้ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้าน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวม
ประเภทของภาษี
1) ภาษีทางตรง เป็นเงินที่รัฐเรียกเก็บโดยตรงจากบุคคลที่มีรายได้ บริษัท ห้างร้าน หรือบริษัทมหาชน เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีที่ดิน ภาษีประกันสังคม ภาษีมรดก เป็นต้น
2) ภาษีทางอ้อม คือ เป็นเงินที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ผลิต ห้างร้าน บริษัท หรือบริษัทจำกัดมหาชน แต่ผู้ผลิต หรือบริษัท ห้างร้าน หรือบริษัทจำกัดมหาชน สามารถผลักภาระไปให้ผู้อื่นได้ หรือผู้ขายสินค้าผลักภาระใหม่แก่ผู้ซื้อเป็นผู้เสีย เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพาสามิต ภาษีศุลกากร เป็นต้น
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
Blog เพื่อนการศึกษา
***Blog เพื่อนการศึกษา*** ***สรุปเนื้อหา*** **สรุปเนื้อหา ม.456 สรุปเนื้อหา ชีววิทยา ม.456 สรุปเนื้อหาเข้า ป.1 - ม.6 สรุปเนื้อหา - วิชาสังคม...















